รูป เวอร์ชั่นเต็ม
http://fahpraitawan.multiply.com/photos/album/15

จุดเริ่มต้นของทริปนี้ เริ่มจาก
พี่แพทชวน
(ซึ่งคาดว่าจะชวนเฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจ
ชวนตามมารยาท  ซึ่งเราก็ต้องไปตามมารยาท 5555)

ว่าจะไป ภูสอยดาวไหม ที่นั่งในทัวร์ เหลืออีกหนึ่ง
เปิ้ลใช้เวลาคิด ประมาณ ห้าวิ  แล้วก็ตอบ  พี่แพทไปว่า

"ไป"  

สั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ แล้วก็ลงชื่อเสร็จสรรพ
(พี่แพท คงนึกในใจ  ไอ้เด็กใจง่าย
กุไม่น่าชวน มันเล้ย  .. 5555)

แต่พี่แพทก็ย้ำแล้ว ย้ำอีก ย้ำอีกย้ำแล้ว
ว่ามันลำบากลำบนนะ 
แถมบอกด้วยมัน ยากกว่าปีนภูกระดึงซะอีก
เราก็บอกพี่แพท ว่า บ่ยั่น  ดอก  ..555
พี่ก็รู้ ว่า ไอ้น้อง  อ่ะถึก แค่ไหน

แล้ว ก่อนวันเดินทาง
เปิ้ล ก็ป่วยยยยยยยยยยยย  (เพราะเรื่องอภิมหาซวยวันนั้น)
-*-
แต่ก็พยายามอัด ยา เข้าไป ให้มันทุเลา
มันก็พอทุเลาไปบ้าง
แต่พี่แพทก็ยังถามอีกว่า ว่า ไหว แน่นะ ๆ
ฮ่วยยยยยยยยยย   -*-
เห็นเราเป็น ผญ บอบบางไปได้

เอายาไปกินหลายขนาน
ทั้ง ทิฟฟี่ พารา  คลอเฟ ยาแก้ไอ ยาพ่นคอ
5555
(ก็คน มันกลัวตาย เหมือนกันนี่หว่า)

สถานที่นัดหมายของ  www.trekkerhut.com
จะอยู่ที่ ปั้ม ปตท ตรงสนามเป้า
ไอ้เราก็  กระเตง กระเป๋าออกจากออฟฟิศกับพี่แพทสองคน
ไปถึง ที่นัด เวลา ประมาณ สองทุ่มกว่า
พี่แพท ไล่ให้ไป หาอะไรกิน ก่อนจะเป็นลมตายไปก่อน
กว่าจะรวมพลกัน พร้อมเพรียง ก็ สามทุ่มกว่า ๆ
เราได้นั่งรถตู้ คนละคัน กับ พี่แพท
(แพทตี้ มัน ทิ้งน้อง  ..... กระซิก ๆ ๆ )
พี่แพท เลยฝากฝังเรากับลูกทริปคนสนิทของพี่แพท
คือ  พี่นุ้ย กับ พี่นก
ก่อนขึ้น รถตู้  เราซัด พาราไปสอง คลอเฟ ไปสาม
กะว่าขึ้นรถ หลับ แน่ๆ 
แต่ปรากฏว่า  นอนไม่หลับเลยจนเช้า
(กรรมของแมว ม๊ากกก -*-)


หมีเขียวสัญลักษณ์ของ trekkerhut เค้า

ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวบริเวณน้ำตกสอยดาว
เวลา 6.00 น ของวันที่ 14.05.2007

จริง ๆ  ที่ทำการจริง ๆ ของอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
นั้นอยู่ก่อนจะถึงน้ำตก สอยดาว
แต่ เพราะนักท่องมักจะนิยม เริ่มมาขึ้นภูสอยดาวทางน้ำตก
ทางอุทยานเลยตั้งที่ทำการอยู่บริเวณน้ำตก อีกที่หนึ่ง

บริเวณที่ทำการอุทยานก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยบริการเรื่องต่าง ๆ
ทั้ง เรื่องลูกหาบ และ สอบถามสิ่งที่จำเป็นเมื่อไปถึงข้างบน
ลูกหาบที่นี่  คิดกิโล ละ 15 บาท และ แบกได้ไม่เกินคนละ 50 กิโล
(แต่เราว่า  แค่สามสิบกิโล นี่ก็สุดยอด แว้ววว )


หลังลง จากรถตู้
แพทตี้บอกให้ทุกคนแยกชุดที่จะใส่กลับไว้ด้านล่างที่รถตู้
แล้ว ให้เอาขึ้นไปเฉพาะสัมภาระที่จำเป็น โดยจะให้ลูกหาบแบกไป
เราเลือกที่จะเอา เฉพาะขาตั้งกล้องกับกล้องขึ้นไป
นอกนั้นให้ลูกหาบ แบกหมด
(แต่ก็ไปคิดได้ระหว่างทางว่า  นี่กุ เอาขาตั้งมาทำม๊ายยยย
เอามาเป็นภาระ ตัวเองชัด  ๆ ..... -*- )

แยกของเสร็จ ก็แยก ย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน  เปลี่ยนชุดเพื่อพร้อมเดินป่า

แต่ ข้าพเจ้า ....... ถ่ายรูป
ตั้งหน้าตั้งตา  ถ่ายมาก 
จนแพทตี้ บอกว่าจะไม่กินใช่ไหม ข้าวเช้าเนี่ย
จึงต้องรามือ จากการถ่าย รูป ก่อนที่แพทตี้จะพิโรธ จนเราอดข้าวเช้า

แพทตี้ แจกข้าวห่อและขนมที่เอาไว้กิน ตอนกลางวัน
แพทตี้บอก เอาไว้กินกันตาย ระหว่างทาง 
(ในใจ เราก็นึกว่า เฮ้ยยยย  มัน ขนาดนั้นเลยหรอว่ะ)
และ น้ำ คนละสองลิตร  ซึ่งมันทำให้เป็นภาระที่หนักม๊ากกกกกกกกก
(หนักจริง ๆ นะ แค่น้ำอย่างเดียวหนักสองโล)

ข้าวมื้อแรกของทริปนี้เป็นอาหารจานเดียว
จากร้านอาหารตามสั่ง ที่มีอยู่บริเวณที่ทำการอุทยาน แค่สามร้าน
สั่งอาหาร ง่าย กินกัน เพื่อประทัง ความหิวระหว่างการเดินป่า
กินอิ่ม แล้ว ก็ไม่ทำอะไร
ถ่ายรูป ต่อ (-*-   อิพี่แพทตี้ ทำหน้ากลุ้ม ใจ)



ร้านอาหารมีขายของจิปาถะเล็กน้อย ขนม รองแตะก็มีนะ


ที่นั่งกินข้าวบริเวณร้านอาหาร

 
บรรยากาศก่อนขึ้น

บริเวณด้านล่างน้ำตกสอยดาวอีกมุม สังเกตได้ว่าน้ำเป็นสีขุ่น เห็นป่ะค่ะ
ได้ข่าววันที่เราอยู่ข้างบนมีน้ำป่าด้านล่าง หล่ะ -*-


อีกมุม


นี่ก็อีกมุม

นี่ก็อีก


ภาพโดยรวมของชั้นล่างน้ำตกสอยดาว

ดอกไม้บริเวณน้ำตกสอยดาว

นี่ก็ด้วย ดอกอะไรไม่รู้นะ อย่าถาม เพราะไม่รู้จัก 555

 
หยดน้ำ .... เห็นอะไรเขียว ๆ แล้วชุ่มชื่นหัวใจนะ


ซูม ๆๆ  น้ำตก สอยดาว


Tip
เสื้อผ้าที่จะใช้เดินป่าขึ้นภูสอยดาว
เราแนะนำให้เป็นกางเกงขายาวพวกผ้าร่ม
แล้วก็เสื้อ ที่มันแห้งง่าย ๆ   พร้อมด้วยเสื้อกันฝน
ส่วนรองเท้าก็น่าจะเป็นพวกสำหรับปีนเขาดอกรองเท้าใหญ่หน่อย
แล้ว อุปกรณ์สำคัญสำหรับพวกช่างภาพ
คือ กระเป๋ากล้องที่สามารถกันน้ำได้
(กันน้ำเข้านะคร้าบบ ไม่ใช่กันน้ำออก)
เพราะขึ้นที่สูง ความกดอากาศยิ่งต่ำ
หมอกสามารถกลั่นเป็นฝนเมื่อไหร่ก็ได้
แล้วก็ขาตั้งกล้อง เพราะมีน้ำตกให้ถ่ายหลายที่ทีเดียว
แล้วก็ใครที่ชอบมาโคร แบกขึ้นไปเลยครับเลนส์มาโคร
เพราะท่านจะได้ถ่ายมาโคร จนตาทะลัก  เลย



อันนี้เริ่มเดิน หล่ะ แต่ แอบแว่บข้ามสะพานไปถ่ายน้ำตกสอยดาวอีกหน่อย


ข้ามสะพานเมื่อกี้แล้วได้รูปนี้มา


กับรูปนี้ด้วย


แล้วเราก็เริ่มเดินขึ้น ภู พร้อม กับ พี่นก พี่นุ้ย
(เด็กถูก แพทตี้  ทิ้ง  เกาะใครได้ ก็ต้องเกาะไว้ก่อน
กลัวว่าตกเขาตายไป แล้ว จะไม่มีใครรู้ว 5555)

เริ่มเดิน เวลา  เก้าโมงกว่า ๆ
กว่าจะเดิน หมด เนินแรก ที่เค้าเรียก กัน ว่า "เนินส่งญาติ"ได้
ใช้เวลาไปเกือบ ชั่วโมง แล้ว
พอถึงจุดสิ้น สุดเนินส่ง ญาติก็พอจะเข้าใจ
ว่าทำไม เค้าถึง ได้ ตั้งชื่อว่าเนินส่ง ญาติ
ก็มันยัง เดิน สบาย ๆ  พอให้เราคิดว่าโอ๊ยย  ชิล ๆ
เหอ ๆๆ แล้วท่านจะรู้ว่า ทุกสิ่งที่เห็น เป็นเพียงภาพ ลวงตา

จุดสิ้นสุดเนินส่งญาติ เป็น ป่าไผ่ ค่อนข้างหนาทึบ
และมองขึ้นไป ก็ ชัน ซะจน เห้อออออ
ถ้าเรา เป็นญาติ คงจะขอส่ง แค่นี้พอ


เนี่ยแหละพอสุดเนินส่งญาติจะเจอแบบนี้ ดูจากรูปง่อย ๆ
ก็จะรู้ว่ามาถึงนี่ก็เหนื่อยจะแย่เวี้ยววว  -*-


สุดเนินส่งญาติ แล้วก็จะเจอแบบนีด้วย


ผ่านเนินส่งญาติมาสักระยะนึง ต้นไม้เริ่มหนาทึบ


เราก็จะพบป้ายบอกทาง (ตัดกำลังใจ) แบบนี้เป็นระยะ ๆ


ทางเป็นแบบนี้


ดอกเอื้องหมายนา (ไม่ได้รู้เองนะ  ถามแพทตี้ประมาณ ห้าสิบกว่ารอบถึงจะจำชื่อได้)


มีขึ้นเป็นกอด้วยแต่ยังไม่บาน


ดูถึงความชุ่มชื้น ก็จะรู้ว่า ป่า มันหนาทึบแค่ไหน สังเกตจากมอส


แต่ไม่ได้ เรามีจุดมุ่งหมายที่จะไปให้ถึงลานสน
(ก็เสียตังค์ มาแล้วนี่หว่า ไปไม่ถึง ก็เสียดายตังค์
ตายไม่กลัว  กลัวเรื่อง เสียดายเนี่ยแหละ ..55 )

เอาว่ะ  เดินมันต่อ ไป
แต่พอเห็น ป้าย  เนิน ต่อไป เท่าไหร่หล่ะ  เหงื่อเริ่มตก
ก็ชื่อ เนิน มัน ชื่อ "เนินปราบเซียน"
(ใครเป็น คน ตั้ง ค่ะ ใคร ค่ะ ..... เคืองนะเนี่ย)
ก็สมชื่อ เลยค่ะ  ปราบเซียน หงอยไปเลย
จากที่ พูด เสียงเจื้อยแจ้ว  อยู่
เริ่มจะหอบ เป็น หมา หอบ แดด แล้ว
กว่า จะสุด เนิน นี้  พัก  อยู่ หลายรอบกันเลยทีเดียว


ป้าย ตัดกำลังใจ  "เนินปราบเซียน"


ดูทางขึ้นเด่ะ  ปราบเซียนม๊ากก


เอื้องหมายนา ที่บานแล้ว สวยเน๊าะ


สังเกตได้ว่า เริ่มมีหมอกมาจาง ๆ แล้ว


เนินต่อไป  ชื่อ "เนินป่าก่อ"
เนินนี้เดินง่ายสุด  ไม่มีทางชันมาก
เดิน เลาะ ๆ ป่าไปเรื่อย


ป้าย "เนินป่าก่อ"


ทางเดิน แบบชิล ๆ


อีกแล้ว  ป้ายตัดกำลังใจอีกแล้ว  - -''


เริ่มมีต้นไม้หนาทึบขึ้นเรื่อย พร้อมกับสายหมอกที่เริ่มคลอบคลุมบริเวณ


เราก็ถึง เนินต่อไปกัน  "เนินเสือโคร่ง"
ที่ชื่อนี้ไม่ใช่ มีเสือโคร่งมาเดิน เพ่นพ่านกันนะค่ะ
(แค่คิดก็  เสียวไส้ วาบบบ ..... -*-)
แต่เป็นเพราะมีต้นพญาเสือโคร่งขึ้นอยู่หนาแน่น
ช่วงนี้เดินลำบากนิดนึง
เพราะข้าง ทางจะเป็น ป่าค่อนข้างทึบ
ในช่วงนี้ ฝนเริ่มตกลงมาโปรยปราย
พอฝนหยุดตก  ภาพที่เราเห็น คือ
สายของ ไอหมอก ทยอยเข้ามาครอบคลุมบริเวณป่า
จนภาพ รอบ ๆ  ตัวเรา กลายเป็นภาพขาวดำ

ในที่สุด เราก็ผ่านพ้นเนินเสือโคร่ง มาได้
โดยไม่โดนเสือโคร่งจับกิน
(เอ่อ  ไม่ขำใช่ไหมค่ะ ผ่านไปนะ ผ่านไป555)


ป้ายบอกรายละเอียด เกี่ยวกับ "เนินเสือโคร่ง"


หมอก เริ่มปกคลุมไปรอบหุบเขา


ยังตัดกำลังใจกันอยู่เรื่อย ๆ 


สวยนะ  แต่ มันคืออะไร ? ... 5555


แหงนหน้ามองด้านบน  หมอกปกคลุมทั่วบริเวณ กลายเป็นภาพขาวดำในพริบตา


กำลังจะสิ้นสุดเนินเสือโคร่ง

ที่นี้ก็มาถึง ป้ายที่ตัด กำลังใจคนเดินที่สุด
ถ้ารู้ว่า ใครเป็นคนตั้งชื่อ เนินนี้นะ
จะเดิน ไปค้อน วงใหญ่ ๆ หนึ่ง ที
โทษฐาน  ตั้งชื่อเนินตัดกำลังใจนักท่องเที่ยว
ก็ แหมดันตั้งชื่อเนิน ว่า 
"เนินมรณะ" 

คนตั้งชื่อเค้าจะรู้ไหมค่ะว่า นักท่อง เที่ยว หลายคน
แทบอยากจะหันหลังกลับลงเขา กันเลยทีเดียยว

แต่นั่น แหละ ด้วยความเสียดาย ตังค์ เรื่องไรจะลง
ทางขึ้น เนินมรณะ นั้น  เห็น แล้วอยากจะมรณาจริงๆ
ก็มันทั้งชัน  ทั้งน่าหวาดเสียว
เป็นทางแคบ  ที่หันซ้าย ก็ ภูเขา  หันขวา ก็ภูเขา
คน กลัว ความสูง อย่าง เราทำได้อย่างเดียว
คือ ก้มหน้าก้มตาเดิน อย่างเดียวไม่พยามหันซ้ายขวา
เพราะหันไป ทีไร  ขาแข้งมัน หมด แรงทุกที
แล้วกว่าจะผ่านพ้น เนินมรณะไปได้
ก็แทบ หมด สภาพ  เลย 


ดู ป้าย เค้าสิครับพี่น้อง โค่ดดตัดกำลังใจ - -''   "เนินมรณะ"


ลิลลี่ป่า ยอดนิยม  ใครไปใครมาต้องได้รูปมันไป  55


นี่ก็อีกรูป  มันจะดูง่อย ๆ หน่อย นะ  เพราะถ่ายไปกลัวไป  55



ยังค่ะ  พ้น เนินมรณะ มาได้ แล้ว
เราก็ยังไม่ถึงลานสน จุดมุ่งหมายของเรา
ยังต้องเดิน ไปอีกระยะนึง
ถึงแล้วค้าาาาา
เวลา 13.00 น.

"ผู้พิชิตลานสนสามใบภูสอยดาว
ระดับความสูง 1,633 เมตร"


>,<~


ยะฮู้ววววววววววววววว  เย เย้ 
โอ้ลัล ล้า 
กรี๊ดดดดดดดดดดด


เฮ้ย เราตะโกน งี้จริง ๆ นะ
แบ่บมันดีใจมาก อ่ะ
ประมาณว่า  กุถึงแล้วโว้ย ไม่ตาย แล้ว 
เย็น นี้จะ  มี ข้าวกินมีที่นอนแว้ววว
>,<~


ภาพที่เห็น ครั้งแรกที่ลานสน
เหมือน ภาพในฝัน
สนสามใบ ยืนต้นเหยียดตรงสลับกันสุดตา
ในบรรยากาศที่คละเคล้าไปด้วยไอหมอกและทุ่งดอกไม้   ......

นึกว่าตัวเอง  กำลัง เดิน อยู่ในฝัน 

กิจกรรมแรกที่ทำ เมื่อไปถึงลานสน
แม้ จะเหนื่อย แทบจะขาด ใจก็คือ
การถ่ายรูป  ... 5555
(ถึงตายวายชีวา ก็ไม่ยอมพลาด การถ่ายรูป
อันนี้เป็น คอนเซ็ปต์มาก)



เหมือนฝัน  ...





ดอกเอนอ้า   (หนึ่งในไม่กี่ดอกที่รู้จัก  555 )


ดอกหงอนนาค ยังเยาว์วัย อยู่










ถ่าย ได้สักพัก  สายฝนเริ่มโปรยปรายมาอีกครั้ง
เรารีบเดิน จากป้ายจุดสูงสุด ไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
ซี่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านบน
เป็นเพียงแค่บ้านไม้สองชั้นหลังเล็ก
ด้านบนคาดว่า จะเป็นที่นอนของเจ้าหน้าที่
ส่วนด้านล่างเป็นที่เก็บอุปกรณ์พวกผ้านวม เตาถ่าน และอื่นๆ ให้เช่า
แต่ในความคิด มันน่าอยู่สำหรับ เรามาก  ......

Tip
ถ้ากลัว หนาวกันมากไม่ต้องกลัวนะค่ะ
ด้านบนอุทยานมี ผ้านวมให้เช่าผื่นละห้าสิบบาท 
เตาถ่านก็มีนะค่ะ (แต่ไม่มีถ่านขายนะ)
อ่อ  ด้านบนมีถังน้ำให้เช่า ด้วยนะ คืนละไม่กี่บาท
อยู่บนนี้ ทุกคน ควรจะมีถังน้ำติดไว้กลุ่มละถัง
เพื่อความสบายใจ

อยากรู้ว่าทำไมต้องเช่าถังน้ำ โปรดติดตามอ่านต่อไป


พอเดินถึงที่ทำการอุทยาน
เราก็เห็นแพทตี้ ยืน หน้าหล่อ  คอยรอพวกเราอยู่
เรามาถึงเป็นกลุ่มที่สอง ของกรุ๊ปทัวร์
ยังมีอีกหลายกลุ่มในกรุ๊ปทัวร์ของเราที่ยังเดินไม่ถึงจุดหมาย
ในระหว่าง รอลูกทัวร์คนอื่น
และลูกหาบ ที่ยังแบก สัมภาระของเรามาไม่ถึง
เราสามคน (พี่นก พี่นุ้ย เปิ้ล )
ก็ขอ รับประทานข้าวห่อ ที่พกมากินระหว่างทาง
แต่ไม่มีกระจิตกระใจ เอาออกมากิน กินซะให้หมดก่อน
โดย ไปหลบกิน กันที่ห้องครัวของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนั่นหล่ะ
กินข้าว  ท่ามกลางไอหมอก และ ลมฝน ลมหนาว (บรื๊สสสสสสสส)

กินข้าวเสร็จ ลูกหาบ มาถึง พอดี  แต่ก็มี แค่พวกเต็นท์ขึ้นมาก่อน
พวกสต๊าฟ เลยขอ ตัวไปทำแคมป์ เพื่อไว้พักของก่อน
ระหว่างรอของตัวเอง ข้าพเจ้าจะทำไรได้นอกจาก  ถ่ายรูป ....




เห็นเงา ในหยดน้ำด้วย   กรี๊ดด  สวย   ....  >,<~










(คนอ่านบอก  เมิง จะถ่ายไรนักหนา  หาาาา  555
พี่แพท บอก  ต้นไม้ต้นเดิม มันวนถ่ายได้สิบมุม  -*-
ไอ้เด็กบ้าาาาาาาาาาาาาาาาาา)

พอของพวกเรามาเสร็จ 
ก็ เอา เลย  บ้าพลัง  พอหายเหนื่อย พลังเริ่มมา
ไปช่วย  แพทตี้กางเต็นท์  เราแบกเต็นท์ไปเอง
เต็นท์เราสามารถ กางเสร็จ ภายใน ห้านาที 
นี่เป็นไง หล่ะ โค่ด เซียน เรื่องกางเต๊นท์ เนี่ย
(หลังจากกางแบบ  โง่ ๆ มาหลาย ปี   5555 )
แล้วภาระกิจ การกาง เต็นท์ ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี อย่างสวยงาม
โฮะๆๆๆๆ

กางเต็นท์เสร็จ ก็แยก  ย้ายกันไปอาบน้ำ
ทีนี้หล่ะ   ... 5555

ห้องน้ำที่นี้ ธรรมชาติมาก ๆ  ไม่มีก็อกน้ำ
ถ้าจะใช้น้ำ เราต้องเอาถังน้ำไปตักน้ำที่ลำธารใกล้ ๆ มาใช้
(นี่คือเหตุผล ว่าทำไม ต้องมีถังน้ำประจำกลุ่ม
ถ้าไม่มี  ทุกท่านก็จะต้องไปเปิดศึกแย่งถังกับคนอื่น
ยิ่ง ถ้าคนเยอะ ๆ  นะ คงไม่ได้อาบแน่ น้ำ)

ข้าพเจ้าเลยขออาสา  อาบคนสุดท้าย หล่ะกัน
ยอม หนาว ดีกว่า ต้องไปยืน รอ  .. 555

เลยอาสานั่งเป็นลูกมือ ของพ่อครัวใหญ่
(ที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากหลอกให้ลูกทัวร์ทำ 555)
กับข้าว เกือบเสร็จ พวกที่ทยอยกันไปอาบน้ำ กลับมาแล้ว
ก็ถึงคราวเราไปอาบบ้าง  ทางสะดวก
อาบสบาย  น้ำเย็นชื่นนนนใจ .....
(บรื๊อส์สสสสส ..............
เป็นโรคจิตอย่างนึง ต่อให้หนาว ให้เมาแค่ไหน
ขอให้ได้อาบน้ำก่อนนอนเป็นพอ 
ตอนไปห้วยน้ำดังก็อาบน้ำ ท่ามกลางอากาศ  9 องศา
หรือตอนเมา ก็เคยหลับคาฝักบัวมาแล้ว
มีแต่คนบ้า เท่านั้น ที่จะทำได้  5555)

แล้วก็กลับมากินข้าว มื้อแรก ที่อุดมไปด้วยอาหารมังสวิรัติ
อาทิเช่น น้ำพริกผักต้ม ผัดผักบุ้ง  และเมนูไข่ ทั้งหลายแหล่
แต่อร่อย นะ สิบอกให้


หน้าตาอาหารมื้อแรก


ฝนหยุดตก แล้ว  สายหมอก เริ่มไหลมาเป็นระยะ
จนปกคลุมไปรอบบริเวณ แคมป์ 
ทุกอย่างกลายเป็น  ขาว ดำ ภายในเวลาไม่กี่นาที




























และอีกไม่กี่นาทีต่อมา  ฟ้าก็ใส 




































และอีกไม่กี่นาทีต่อ ฝนก็ตก

บรรยากาศ บนนี้วนไป วนมาอยู่อย่างนี้แทบทุกครึ่งชั่วโมง

แล้วพอพระอาทิตย์ลับแสง ฝนก็ตกลงมา พรำ ๆ 
โครงการ เล่นไพ่ของลุกทัวร์เลยต้องงด
แยกย้ายกัน นอน เต๊นท์ใคร เต็นท์มันตั้งแต่ ทุ่มกว่า ๆ
ข้าพเจ้าก็ซัดยา แก้แพ้ แล้วก็แก้ไข้ ไปอย่างละสอง
แล้วก็เข้านอน ท่ามกลางเสียงฝนพรำ  และ สายหมอก

แสนจะโรแมนติก  แต่เสียอยู่อย่างเดียว
ที่คืนนั้น มีแค่ เราคนเดียวในเต็นท์   -*-
(คิดถึงเปี้ยว ม๊ากกกกกกกกกกกกก
ใครได้ยิน อย่าไปบอกมันนะ เดี๋ยวมันได้ใจ  555 
คิดถึงกวาง คิดถึง คนมากมาย มาย แง๊  ๆๆๆๆ )

 

15.09.2007
ตื่นนอนเวลา  หกโมงกว่า ด้วยเสียงมือถือที่ตั้งปลุกไว้
ไม่ได้ตื่นนอน แล้วรู้สึก สดชื่นขนาดนี้มานานแล้ว
ตั้งแต่ วันที่ตื่นเช้ามาเจอกับ สายหมอกที่ริมน้ำปาย

พอตื่นปุ๊ป เสียงพี่นัท ลอยมาตามลม เรียกหาลูกมือทำกับข้าว
ก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน เสร็จแล้วก็มานั่งทำหน้ามึน
กินกาแฟ  ดำสูตรเดิม ๆ   ง่าย ๆ กาแฟสองกับน้ำร้อน
แล้วก็ช่วยพี่นัท  ปอกหอม หั่นผัก  เล็ก ๆน้อยๆ
(ทำได้แค่นี้แหละ ขืนให้เราทำหมด
คงไม่ต้องกินกันอ่ะข้าว 555)

กินข้าวเสร็จ  ทุกคน ก็เตรียมพร้อมกับการไปเดินชมน้ำตก
(จริง ๆ ควรจะเรียกว่า การผจญภัย ชมน้ำตกนะ 55)
เริ่มจากการ เดินวนไปดู ที่จุดชมวิว
แล้ววกกลับมาเจอกับ แพทตี้และเจ้าหน้าที่นำทางที่ป้ายทางลงน้ำตก



วิวที่จุดชมวิว


หันหลังกลับไปมองบริเวณที่ตั้งแคมป์













ดอกนี่ ดอกอะไรใครรู้มั่ง อ่ะ





มาโครกันเข้าไปครับ  ... 5555 












เปิ้ล ถาม แพทตี้ว่า เฮ้ย ถ้าเราเดินลงไปทางนี้
แล้ว  ต้องขึ้นมาทางนี้ด้วยป่ะว่ะ พี่แพท
คำตอบของแพทตี้ คือ "ขึ้นคนละทาง"
5555  ดีใจกันใหญ่ว่าขึ้น คนละทาง
หารู้ไม่ว่า นั่นคือคำตอบ ปลอบใจลูกทัวร์ของแพทตี้

เป้าหมายของเราในวันนี้คือการ ไปชมน้ำสายทิพย์
และน้ำตกที่เพิ่งพบใหม่ ชื่อน้ำตกหลุมพบ
การลงน้ำตกสายทิพย์ นั้น 
เราต้องค่อยลงจากทางแคบ ๆ และชัน ไปทีละชั้นของน้ำตก
ซึ่ง ชั้น แรก ๆ  นั้น ข้าพเจ้าก็ยังมีแรง 
ที่ยกขาตั้งกล้องที่ลงทุนแบกไปเพื่อการนี้โดยเฉพาะมาถ่าย
แต่พอถ่ายเสร็จ  ก็ต้องเอากล้องเก็บลงกระเป๋ากันน้ำ
เพราะทางมันไม่น่าไว้ใจ อย่างรุนแรง 
เราอาจะพลัดตกไป เมื่อไหร่ก็ได้
(เรื่องจริงคือ ลื่นตกน้ำตกไปแล้วไม่ต่ำกว่า สามครั้ง  -*-
พี่แพทบอก  ไอ้ซุ่มซ่าม.....
เอ้อออ น้องมันไม่น่ารักนิ ชิ ด่าได้ ด่าไป )

แล้วกว่าจะถึง  น้ำตกสายทิพย์ขั้นสุดท้าย
ก็หมดแล้วซึ่ง แรงที่ยกขาตั้งกล้องมาถ่าย
เพื่อให้ได้ภาพงาม อย่างที่ตั้งใจ
แต่ ก็ยังพอจะมีแรงที่จะกดชัตเตอร์ 
เพราะภาพตรงหน้ามันช่างยั่วยวน
น้ำไหลมาเป็นสาย ลดลั่นตามชั้นเล็กชั้นน้อยของน้ำตก
(บอกแล้วว่า คอนเซปต์ ของ  เราคือ
ยอมตาย  เพื่อให้ได้มาซึ่ง ภาพ  .. 555 )


น้ำตกสายทิพย์ชั้นแรกๆ





เริ่มสองหรือสามหล่ะ





























มุม ซุปเปอร์ พิมพ์นิยม  .... ขอ มั่ง ๆ  555











ชั้นนี้สวยสุด  ซึ่งมันอยู่ชั้นที่เท่าไหร่ไม่รู้  555 เหนื่อยไม่อยากนับ








สังเกต ว่ารูป เริ่มง่อย แล้ว   เหนื่อยแล้ว  เจ้ยอยากกลับแคมป์
ใครหลอก กุมา ค่ะ เนี่ย  คร้ายยย





























นั่งพัก รอ ลูกทัวร์มาให้ครบที่ ชั้นสุดท้ายของน้ำตกสายทิพย์
เพื่อที่เราจะไปต่อกันที่น้ำตก หลุมพบ
และกลับไปกินข้าวกลางวันกันที่ แคมป์

เมื่อมากันครบ เจ้าหน้าที่นำทาง ก็หันหน้าไปสู่ป่าทึบ
แล้วก็บอก เราว่า นี่คือ ทางไปน้ำตกหลุมพบ
(เจ้ย กรี๊ดอยู่ในใจว่า   กุจะตายไหมเนี่ย)
เราก็เดินตามกันไปเรื่อย ๆ
ปินป่าย ๆ สักพัก ก็ถึง น้ำตกหลุมพบ
ถึงโดยที่ ทุกคน แทบ จะไม่รู้ตัวกันเลยด้วยซ้ำ
เพราะมัน เป็นน้ำตกใหม่ที่เจ้าหน้าที่เค้ายังไม่ได้ เอาป้ายมาตั้ง
แล้วทีนี้ ก็ถึงทางที่เราจะกลับ  หล่ะ


น้ำตกหลุมพบ














เห็นเถาวัลย์นั่นไหม ครับพี่น้อง นั่นหล่ะครับต้องปีนขึ้นไป  -*-

มองซ้าย มองขวาก็ไม่เห็นทางไหน
นอกจาก หน้า ผาชันที่มีเถาวัลย์ระโยงระยางลงมา
แล้วก็ถึงบางอ้อ  เมื่อเห็น เจ้าหน้าปีนป่ายเจ้าเถาวัลย์นั่น
แล้วให้เรา ปีน ตามไป
(กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด  กุจะรอด ไหมเนี่ย   >,<~
กลัวความสูง ก็ กลัว  ไอ้ครั้นจะไม่ปีนก็ไม่ได้  เกรงว่าจะตายในป่า)

ปีนป่าย  เดินตามไหล่เขา  เสร็จแล้วก็มาทะลุที่ทุ่งดอกหงอนนาค
กว่าจะทะลุ มาได้ กรี๊ด ไป เจ็ดร้อยแปดสิบรอบ
บ่นไป อีก สามพันแปดร้อย ประโยค 
พอหาย เหนื่อยปุ๊ป  หัน หน้าไป แพทตี้ แล้วก็บอกว่า
"ยังมีอะไร ที่บอกลูกทัวร์ไม่หมด อีกไหมจะได้ทำใจไว้  "  -*-
แพทตี้บอกว่า ไม่มีแว้วววว ... ไอ้น้องจะเชื่อดีไหมเนี่ย





เห็นคนบนนั้นไหม นั่นเจ้าหน้าที่อุทยานที่พาเราไปลำบาก   แง้งง














จริง ยอดภูสอยดาวอยู่ฝั่งลาว  ต้องเดินไปอีกไกลแสนไกล


พี่น้องคู่นี้ เค้าเล่นหนังอินเดีย กันอยู่ค่ะ  55

 

ขากลับ เราไปโผล่ด้านหลังเขา แล้วเดินลัดกลับมาที่แคมป์
ข้าวกลางวัน  พร้อม รอ เราอยู่แล้ว
แทบ จะพุ่งเข้าใส่  กันเลย ทีเดียว 
ก็ มันหิวววววววววววววว   อ๊ะ
หมดแรงข้าวต้มตั้งแต่น้ำตกสายทิพย์ชั้นแรกแว้วว

กินข้าว เสร็จ ก็นอน คุย นั่งคุย กัน บริเวณ แคมป์
รอให้ข้าวเรียง เม็ด  แล้วเราก็จะไปเดินกันต่อที่หลังเขา
เพื่อชมทุ่งหงอนนาค  เสาเขตไทยลาว
และที่สำคัญ  บางท่านต้องการ ไปหา คลื่น โทรศัพท์
(ที่บริเวณเสาเขตไทยลาว  มีสัญญาณ AIS กับ dtac
ส่วน true  อย่าไปหวังไรเลย แค่พื้นราบ ยังหลุด 
แล้ว ข้างบนนั้นไกลแสนไกล จะมีไหม 555 )

แล้วก็จุดชมวิว สูงสุด ของลาน สน































ดอกกระดุมเงิน (เห็นไหมรู้จักอีกแว้วว)


ทุ่งดอกหงอนนาค





ดอกหงอนนาคสีขาวที่หายากม๊ากกกกกกกกกกกกก


โลโก้ trekkerhut.com  ยืมพร็อพ พี่นัทมาถ่าย





ธรรมชาติสร้างสรรค์





ดอกหญ้า..พริ้วไหว








เขี๊ยววว เขียว





ไอหมอก เริ่มมาแว้วววว

พอได้เวลา นั่น แหละ  ก็ยก ขโยงกันไปทั้งแคมป์
ต่างคน ต่างถ่าย 
ต่างคน ต่างมีอิริยาบทส่วนตัวในการถ่ายแตกต่างกัน
เสร็จ แล้วก็วน กลับมาที่แคมป์
เรากลับมาถึงก ่อน ก็ชิง วิ่งไปอาบน้ำก่อนเลย
แฮ่ .............  สบายตัว  สบายใจ  
มีคนบอก อาบน้ำ เร็วมาก  มันอาบ หรือมันเดินผ่านน้ำ
55555555 อันนี้ความสามารถพิเศษ ที่ใครรู้ ก็พูดว่า
ไอ้นี่ มันเป็น ผญ แน่ ป่ะว่ะ  อาบน้ำโค่ดดด จะไว

กลับ มาช่วย ให้ กำลังใจ พี่นัท ในการทำกับข้าว
ทำกับข้าว หรือทำสงคราม ไม่รู้ คนช่วย เยอะม๊ากก
กว่าจะเสร็จ  ได้ข่าวว่าคนลุ้น เหนื่อยกว่าคนทำ
55555
ได้ข่าวว่าทำกับข้าว เกือบจะเสร็จ แล้ว
แต่ข้าวยังไม่มี เลย เพราะแพทตี้มัวแต่ไปล้างหม้อ
ไม่เข้าใจ พี่แพท ว่าทำไมมันจะล้างอะไรนักหนา
หม้อข้าวอันนิดเดียว ไปล้างเป็นชั่วโมง
5555555  .... ยุ่งวุ่นวาย กับการขัดหม้อ อยู่นั่น
ลูกทัวร์ เกือบจะอดกินข้าว  หล่ะนั้น


ยุ่งอยู่แต่หน้า หม้อ..... ข้าว

กินเสร็จ ก็นั่ง คุย กัน สัพเพเหระ
บางคน ก็ตั้ง วง  นับเลข กัน ยกใหญ่

ส่วนเรา คงไม่ต้องบอกว่าทำอะไร
เจ้ย  หล่ะ พยาย๊ามมมม จะถ่าย ดาว
แต่ ถ่ายยังไง๊  ก็ เหมือน กล้อง มีน๊อยซ์  5555
ความสามารถกล้องไม่ถึง ก็เงี้ย แหละ
ไอ้ครั้น จะให้ แบก กล้องฟิลม์ไปอีกตัวคง ตาย แหง ๆ
เลย ได้ มา แค่จันทร์ เสี้ยว เดียว แค่นี้หล่ะค่ะ
พยายามสุดตัว แล้วนะเนี่ย 


จันทร์เจ้าขาขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า  ....

แต่ดาว บน นั้น ระยิบระยับ  อยู่ใกล้ เหมือนจะเอื้อมถึง
ตอนแหงนดูดาวบนท้องฟ้า ในใจเราก็คิดว่า
ในช่วงเวลาเดียวกัน กับเรา จะมีสักกี่ร้อยกี่พันคน
ที่กำลัง แหงนหน้ามองดูดาว ระยิบ พวกนี้เหมือนกับเรา
แล้วจะมีสักคนไหม  ..... ที่เป็นคนที่เรากำลังคิดถึง

(ฮิ้ววววววววววววววว   ....น้ำเน่าคร้าบบบ  น้ำเน่า
เสี่ยวว มาก  มุขนี้  55555  คิดได้ ไง ค่ะเปิ้ล
แต่คิดจริง ๆ นะ ฮาาาาาา)


ถ่ายไปถ่าย มา ฝนพรำ อีกแล้ว ค่ะ
รีบ เก็บ กล้อง เข้าเต็นท์
แล้วก็เตรียมของ ที่จะให้ลูกหาบ แบกลงพรุ่งนี้ไว้เลย
ตอนเช้าจะได้ไม่ต้อง รีบ ร้อนรน ๆ
แล้วก็ตามฟอร์ม  ยาแก้ไข้ ยาแก้แพ้ อัด มันเข้าไป
นอน ท่ามกลาง เสียงฝน พรำ คนเดียว อย่างเหงา ๆ อีกคืน


16.07.2007
ตื่น หกโมง  รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียม เดินป่า
เก็บของ ตัวเอง ออกจากเต็นท์ เคลียร์เต็นท์ตัวเอง
ทุกอย่าง เสร็จ ภายในสิบ นาที
บอก แล้ว  .... เร็วขั้นเทพ   555555555  
แล้วก็ช่วยคนอื่น เก็บ เต็นท์ แล้วก็เตรียม กับข้าว
มื้อนี้เรียกได้ว่า เป็น มื้อกินกันตาย
มีอะไร ก็กิน ๆ  กันไป
มือใหญ่ จริง ๆ รอเราอยู่ด้าน ล่าง
(กรี๊ด พี่นัท เอาน้ำตก ส้มตำ ไก่ย่างมาล่อ
บอกว่า ใครไป ช้า หมด  อดสิบอกให้   ... )

ใครอิ่มก่อน พร้อมก่อน ออกเดินได้เลย
เราก็เหมือน เดิม ติดสอยห้อยตาม พี่นก พี่นุ้ย
ออก กันเป็น กลุ่มสุด ท้าย 

ผ่านเนินมรณะ   ขาลง นี่เสียววาบ ๆ  ยิ่งกว่าตอนขึ้นอีก
นึกในใจ    แม่  งงงง   ขามานี่ กุขึ้นมาได้ไงฟ่ะ
สูง ก็สูง ชัน  ก็ชัน  ซ้ายก็ เขา ขวาก็เขา 
กรี๊ดดดด เจ้ย กลัว แว้ววววววววว
ก็นั่นแหละ พยายามก้มหน้าก้มตาเดิน ไม่คุยกับใคร
(เรื่องของเรื่อง คือ กลัวความสูง จนไม่พูด  -*-)
กว่าจะเดิน พ้นเนิน มรณะ  มาได้  เราก็แซงมาได้หลายกลุ่ม
ขาลง นี่ คล้องกล้องมาด้วย 
แต่ไอ้ครั้นจะยกขึ้นถ่ายแต่ละทีก็ทำใจแล้วทำใจอีก
รูป ขาลง เลยมีน้อยม๊ากกกกกกกกกกก
เดินผ่าน เนินมรณะ มาใช้เวลา  ครึ่งชั่วโมงกว่า
หลังจากนั้นก็เดินได้เรื่อย ๆ หล่ะไม่เกร็งมาก
แต่ เราเดิน เป็น ลิงภูเขา เลยทีเดียว
ไม่พัก  เดินได้เรือย ๆ   
ผล ปรากฏว่า   ลงมาถึง แทบจะเป็นคนแรก
(ถ้าไม่นับแพทตี้กับพี่นัท)
ลงมาถึง  ไม่พูดพร่ำ ทำเพลง ขอเข้าห้องน้ำอาบน้ำก่อนเลย
ตัว นี่แบ่บ สกปรก โสโครก สุดฤทธิ์


วิวระหว่างเดินผ่านเนินมรณะ จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายทีแสนยากเย็น





เออดอกอะไรสักอย่างนั่นแหละ 55






พออาบน้ำเสร็จ เหมือน ขึ้นสวรรค์ สบายอุรา แท้เชียว
แล้วก็เดินไปดู เสื้อ  กับ โปสการ์ดที่ ที่ทำการอุทยาน

ได้โปสการ์ดมานั่งเขียน หนึ่งปึกใหญ่
ส่ง ให้คนที่เราคิดถึง นึกถึง  หลายๆ  คน ในชีวิต
แต่ทุกคน เป็นคนสำคัญ สำหรับ
อาจจะสำคัญ เวลานี้
สำคัญในอดีต 
สำคัญในอนาคต
หรือ  สำคัญ ตลอดไป สำหรับ เรา

 

บางคนไม่มีที่อยู่ก็เขียนให้ นะ
หวังว่า สักวันคงได้ส่งให้ถึงมือ
(เพราะพกติดสมุดโน๊ต อยู่ทุกวี่ทุกวัน)
ไม่วันไหน ก็วันนึงหล่ะนะ 
แต่อาจจะทบไปหลายทริปเลยก็ได้ 55555
เพราะบางคน กว่าจะเจอกันได้ที ต้องอาศัยดวงช่วยอ่ะ
( เจ้ยยย มันคนไม่สำคัญ  -*-    )

เขียนไป กินส้มตำไป อารมณ์ บรรเจิดมาก
เขียนเสร็จ ก็เอาไปฝากพี่ที่ทำการอุทยานส่งให้
แล้วก็  เตรียม ตัว  ขึ้นรถตู้กลับกทม


ท้องฟ้าตอนลงมาถึงข้างล่างแว้ว


ดูสีน้ำตก สิ ต่างจากตอนที่เรามาวันแรกม๊ากก










ระหว่างทาง ผ่านพิษณุโลก  แวะไหว้ พระพุทธชินราช
ไปเจอ งานวัดประจำปี พอดี
ช้อบ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ชอบ งานวัด เนี่ย
ให้ความรู้สึก แถวบ้าน ม๊ากกก   5555
ไหว้พระเสร็จก็ซื้อขนม นิดหน่อย 











พระพุทธชินราช องค์จริง งามจับตา จับใจ ม๊าก เสี่ยงเซียมซีมาได้ใบดีเลิศมาอีกหล่ะ





หลักศิลาจารึก อะไรสักอย่างเกี่ยวกับ รัชกาลที่ 5


แพนแอม  ลำนี้ไม่ตก  นะ  .. - -''

แล้วพี่นัท ก็พาไปเลี้ยง ข้าวมื้อใหญ่มืออร่อย
ที่แพฟ้าไทย ริมน้ำน่าน   
อร่อย อิ่ม   เอิ้กกกกกกกกกกกกก 
(แต่ ยำปลากระป๋องก็ยังหลอน ๆ อยู่นะ 55)

















โถ น่าสงสารรรรรร  แล้วมองหน้าเจ้ยทำม๊ายยยย 





อันนี้อร่อยอ่ะ  ผัดปลาหมึก ชอบอ่ะไม่คาวเลย


ชอบหน้าต่างแบบเน้











เหมือนแพ  ที่แถวบ้านเราที่สุพรรณเลย 





ที่นี่หล่ะก็ขึ้นรถ กลับ กทม กันต่อ
ระหว่างทาง แวะซื้อขนม โมจิ  ที่ร้าน เอ็มแอนด์เอ็ม

ช่วงนี้เพิ่งนึกได้ว่า ลืมเปิดโทรศัพท์เลย
( ใช่ว่า เปิด แล้วจะมีคนโทรมานะ
มีแค่เตือนว่า 3 misscal ; 3 msg
ปิดเครื่องตั้งหลายวัน  มีแค่เนี้ย 
โห่ยยยยย  เรามันคนไม่สำคัญ ....
ใคร ๆ  ก็ไม่รักเจ้ยยยยยยยย เง้ยยย  -*-)

กลับถึง กทม เวลา  สามทุ่มกว่า  ๆ
ร่ำลา พี่  ๆ  โบก แท็กซี่กลับบ้าน
เย เย้
 


จบแล้ว  การเดินทางอันแสนสุขของข้าพเจ้า

พบกับ การ รีวิว ครั้งต่อไปในไม่ช้าไม่นาน

คาดว่าจะเป็นทะเล ที่ไหนสักที่
บางแสน
(สิ้นคิดมาก  ทำไมเวลาอยากไปทะเลเราต้อง อยากไปบางแสนก่อนว่ะ)
พัทยา
เกาะสีชัง
หรือไม่ก็ เสม็ด

เวลาหัวใจ  เราบอบช้ำ มาก  ๆ 
สิ่งที่จะช่วยเราได้ ก็คือ  ความเงียบ
การ อยู่กับ ตัวเอง
และ ธรรมชาติ


แต่
ถ้ามีคนนั่ง ข้าง ๆ เงียบ ๆ
มีมือสักมือให้จับ  
มีไหล่ อุ่นๆ ให้พิง บ้าง ก็คง จะดีกว่าไหม ?

 

แต่ถ้าไม่มี ก็ นั่ง กอดเข่าตัวเอง
ฟังเสียงทะเลเงียบ ๆ คนเดียว กันต่อไป
เมื่อก่อนก็อยู่คนเดียว  ตอนนี้ก็อยู่คนเดียว
แล้วจะกลัวอะไร ถ้าอนาคตจะต้องอยู่คนเดียวต่อไป
555

 

ธรรมชาติช่วยรักษาใจเราได้จริง ๆ
เรารู้สึกว่า เราสงบขึ้น
แม้ ในบางตอนของชีวิต จะมีความน้อยใจเข้ามาเป็นระลอก
แต่มันก็แค่ เวลาไม่นาน
เรารู้ว่าที่เราน้อยใจ เสียใจร้องไห้
จริง ๆ  ไม่ใช่เพราะเรา  แต่มันเป็นเพราะโรคที่เราเป็นต่างหาก
แค่ใจเราเข้มแข็ง  เรื่องทุกเรื่องก็จะดีขึ้นตามลำดับ
ขออย่าให้มีใคร  มากรีด แผลในหัวใจ เราซ้ำ ๆ
เราเชื่อว่าสัก เราคงจะหายจากโรคร้าย ๆ นี้ได้สักที

แค่มีกำลังใจจากเพื่อนที่รัก  เราก็รู้สึกแข็งแรงขึ้นอย่างประหลาด
ขอบคุณทุกความห่วงใยจากท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน

หัวใจเราจะแข็งแรงขึ้น ในทุก ๆวัน



ฝากคำติชม เชิญ ที่นี่เลยค่ะ
http://smilealways.diaryis.com/?20070927


smilealways
27 ก.ย. 2550 เวลา 14:15 น.



we are in diaryis.com family | developed by 7republic