รูป ฉบับ เต็ม เชิญที่
http://fahpraitawan.multiply.com/photos/album/17
ทีลอซู อลังการแห่งสายน้ำ
ทริป แรกที่พี่แพทให้เราเป็นสต๊าฟแค่คนเดียว
พยายามมอง หน้า แพทตี้แล้วส่งสายตา
แน่ใจน๊าาาาา เปลี่ยนใจทันนะ แพทตี้ 5555
น้องจะติสท์ขึ้นมาเมื่อไหร่ไม่รู้นะ พี่แพท
ติสท์แตกขึ้นมามาก พี่แพทจะซวยไม่ใช่น้อยนะเออ
พี่แพทบอกว่า เปิ้ลทำได้ พี่เชื่อ
เปิ้ล เก่งอยู่แล้ว โห มาเลยแรง ฮึด (จริง ๆ คือบ้ายอนั่นเอง)
ไปก็ไปว่ะ เป็นไง เป็นกันสิน่า
โทรนัดลูกทัวร์ นัดพี่คนขับรถตู้
แล้วก็รอเวลาเวลานัดสี่ทุ่ม ที่ปั๊ม ปตท ข้างตึกชินวัตร
ลูกทัวร์ มาครบแล้ว แต่รถตู้ยังไม่มา
ตะแหว่วววววว กังวล ๆ ว่ารถตู้จะมาทันสี่ทุ่มไหม
และแล้ว รถตู้ ก็มา ....เฮ้ออออ ลุ้น เกือบตาย
เริ่มสตาร์ทที่ เวลา สี่ทุ่ม
นั่งรถไป ด้วยใจลอย ๆ น้ำตาคลอ ๆ
แล้วน้ำตาก็ หยดติ๊ง ๆ
ใจมันหายไป หายไป เลย ..หายไปในอากาศ
นั่งตาสว่างไปยัน แม่สอด .....

พี่คนขับรถตู้ ขับ ไวมาก ถึงก่อนกำหนด หลายชั่วโมง
ทำไง ดีๆ ตัดสินใจขึ้นอุ้มผางเลย
ออกจากแม่สอด ตีห้าครึ่ง ๆ ถึง อุ้มผางตอนเกือบ เก้าโมง
ถือว่า เป็นเวลาที่ไว มาก ๆ ทีเดียว
เพราะเวลาที่เรานัด กับทัวร์ท้องถิ่นไว้ คือเวลาสิบเอ็ดโมง
ต้องไปออดอ้อน เจ้าของรีสอร์ทกัญญาภัค
เพื่อให้ลูกทัวร์ได้ทานข้าวเช้า
เพราะจริง ๆ กรุ๊ปเราต้องกินร้านพิมานที่แม่สอด
ที่ทาง ทัวร์เค้าจัดไว้ให้ ... แต่ตีห้า เค้ายังไม่เปิดไง
พี่อาร์ม เจ้าของรีสอร์ทใจดี จัดการปัญหาให้เราเสร็จสรรพ
ลูกค้าก็ ยังดู แฮปปี้ดี อยู่ เฮ้อออ โล่งไปหนึ่งเปลาะ
จัดการให้ลูกทัวร์กินข้าวเช้า
แล้วก็พา ไปเก็บของอาบน้ำ อาบท่ากันที่อีกรีสอร์ท
ชื่อ ต้นเตย รีสอร์ท (เจ้าของแนว มาก ๆ ติสท์สุด ๆ)
ลูกค้านอนในบ้าน พัก หนึ่งหลัง แปดคน
ส่วน เจ้ย นอนเต็นท์ หน้าบ้านพัก ...
(ดู เหมือนอนาถา แต่สบาย นะจะบอกให้) 







เด็กคนนี้เค้าบอก ว่ากำลังสร้างบ้าน ดูมุ่งมั่น มาก
มันคือดอกอะไรใครรู้มั่ง



เพิ่งรู้ว่าดอกส้มโอ มีกลิ่นหอมมาก
เวลาเที่ยงกว่า ๆ ก็พา ลูกทัวร์กลับไปกินข้าวที่รีสอร์ทกัญญาภัค
แวะเที่ยว โรง เรียนอุ้มผางก่อน
เห็นเด็ก ๆ แล้วอยากจะอยู่เป็นครูบนดอยจริง ๆ
เด็ก ตาใส ซื่อ ๆ แสนจะบริสุทธิ์
อิจฉาคุณครู ที่ได้สอนเด็กพวกนี้จริง ๆ
หลังจากที่ ไปทานข้าวเที่ยงกันที่กัญญาภัครีสอร์ทแล้ว
ก็นั่งรอ เรือยาง เพื่อที่จะไป ล่องแพ
ซึ่งการ ล่องแพ เป็นโปรแกรม หลัก ๆ ทีเดียว
ที่ทัวร์ท้องถิ่นทุกทัวร์ที่นี่จะต้องบรรจุไว้ในโปรแกรม
แต่วันนี้ เกิดอาการขลุกขลัก มาก (ถึงมากทีสุด)
เพราะเป็นวันหยุด ยาวติดกัน ผู้คน เลยแห่กันมาเที่ยวมากมาย
การล่องเรือยาง เลยต้องใช้เวลานาน (ถึงนานมาก)
จากกำหนดการเดิม บ่ายโมง ต้องเลื่อนไปถึงบ่ายสาม
แถม กรุ๊ปทัวร์ของเรายังเป็นกรุ๊ปสุดท้ายที่ได้ล่องเรือ
แต่ อาจจะดีหน่อย ตรงที่ได้เจ้าของรีสอร์ทสุดฮามาเป็นคนพายเรือให้


มายลูกทัวร์

ลูกทัวร์ไม่คบ ก็ถ่ายตัวเองกันไปครับ



ผาผึ้ง เห็นรังผึ้ง ป่ะ

ทีลอจ่อ


จันผา เยอะมาก ๆ

การล่องเรือ เป็นไปอย่างครึกครื้น
เพราะพี่อาร์มเจ้าของรีสอร์ทยิงมุกมาให้ เราได้ขำกันไม่ขาดสาย
พี่คน พายอีกคน ก็ฮาไม่ใช่เล่น
เรือ ยาง ล่องไปตามน้ำเรื่อย ๆ
ช่วงนี้น้ำเริ่มน้อย แล้วเรือยาง เลยไหลเอื่อย ๆ
ผ่านทีลอจ่อ ผาผึ้ง และ ผาอะไรอีกมาก(ที่จำชื่อไม่ได้)
ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง
เราก็มาถึงจุดหมาย ปลาย ทางที่ผาเลือด
พอถึงผาเลือด ทุกคน ก็หนาวกันตัวสั่นงันงก เลยทีเดียว
พี่อาร์ม ยื่น รีเจนซี่จอกใหญ่มาให้เรา ... บอกว่ากินแก้หนาว
เราก็เลย ต้องทำตัวเป็นเด็กที่ดี ผู้ใหญ่ให้ของอะไรก็รับ
กรี๊บ ไปซะหมด แก้ว เลือดสูบฉีด กันเลยทีเดียว
(จริง ๆ อยากได้ทั้งขวดนะ แต่เกรงใจพี่อาร์มอ่ะ 555)
แล้วก็เตรียมตัวนั่งรถ กลับไปกินข้าวเย็นที่ กัญญาภัครีสอร์ท
ระยะทางจากผาเลือดกลับมาที่รีสอร์ทใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมง
หนทางที่มาก็ค่อนข้างสมบุกสมบัน หัวแดงกันไปเป็นแถว
แล้วกรุ๊ปทัวร์ของเราก็มาถึงรีสอร์ทเป็นกรุ๊ปสุดท้าย
กับข้าว บุฟเฟ่ต์ พร่องไปเยอะทีเดียว แต่ลูกทัวร์ เราก็บ่ยั่น
กินกันไป อิ่ม กัน ถ้วนหน้า
เมื่อกินกัน อิ่มแล้วก็ถึงเวลา กลับไปอาบน้ำนอน
กรุ๊ป เราได้นอนกันที่ต้นเตย รีสอร์ท
สต๊าฟอย่างเราอาสานอนเต็นท์ หน้าบ้านเอง
พรุ่งนี้มีโปรแกรม ไปชม ทะเลหมอกดอยหัวหมด แต่เช้าตรู่
เรามีหน้าที่ปลุก ลูกทัวร์ให้ตื่นก่อนที่รถกระบะจะมารับ
เพราะถ้าไปช้า เราจะได้ เห็นแต่หัวคนแทนทะเลหมอก
พอคิดได้ดังนั้นว่าต้องตื่นแต่เช้า ก็เลยรีบอาบน้ำ
แล้วก็ กินยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาแก้ปวดหัว
บวกกับเมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน
ก็หลับไปตั้งแต่ ยังไม่สามทุ่ม
นาฬิกาปลุก ตอน ตีสี่ ... งัวเงีย ๆ จนเวลาเลยไปถึงตีสี่ครึ่ง
ก็ต้องจำยอม ออกจากถุงนอนอุ่น ๆ ไปปลุก ลูกทัวร์
ตีห้า กว่า รถพร้อม คนพร้อม
ระยะทางจากรีสอร์ทไปถึงดอยหัวหมดใช้เวลา ประมาณครึ่งชั่วโมง
แต่พอไป ถึง คน ก็เนืองแน่น อยู่แล้ว
ก็ต้องไปแทรก ๆ ๆ เค้า เพื่อที่จะได้ดูทะเลหมอก
คนใต้ คนอิสานคนเหนือ ส่ง เสียงตีกันขรม
ดีนะ ที่เราฟัง ออกทุกภาษา ...
วันนี้ทะเลหมอก ที่ดอยหัวหมด ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง
สายหมอก ระเรี่ยกับขุนเขาที่เลื่อมสลับ
ดูเป็นภาพที่สวยงามจับใจ






ถ่ายมาเพราะอิจฉาเค้าไง

นี่ก็ด้วยอิจฉา ว้อยยยยย

เวลาเห็น อะไรสวย ๆ งาม ก็อยากให้คนที่เรารักได้เห็น
เคยเป็นกันไหม ค่ะ
คิดได้ ดังนั้น ชัตเตอร์ก็ลั่นไม่หยุด อยากจะเก็บทุกวินาทีสวย ๆ
ให้เค้า ได้เห็นเหมือนที่เราเห็น
จังหวะที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ขอบฟ้าจับสีทอง
แค่เพียงเวลาไม่ถึงนาที พระอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้า
ทำให้แสงที่ส่องมาร้อนแรง เกินกว่าที่เราจะมองด้วยตาเปล่าได้
มองแสงอาทิตย์นาน ๆ ตาอาจจะบอดได้
...... ถึงมันจะเป็นแสงที่สวย และอบอุ่น ก็ตามที



แล้วก็ได้เวลา ลาดอยหัวหมด
ระหว่างทางกลับรีสอร์ทเพื่อไปกินข้าว เช้ากัน
พี่คนขับกระบะ แวะ ให้ เราซื้อของฝากที่บ้านครูซัน
ได้ โปสการ์ มาห้าใบ
กับของฝาก เล็กน้อยให้ใครบางคน
ที่เห็นปุ๊ป ก็ คิดว่าต้องซื้อให้คนคนนี้ ^^''
แต่ไม่รู้ เค้าจะอยากได้ไหม นะสิ
(จนบัดนี้ของฝาก ยังไม่ไปถึงเจ้าของเลย - -'')

ดอกไม้ที่นี่ สีแรง ๆ กันจริง ๆ ชบาดแดง ก็แด๊งงงง แดง

ซื้อของฝากเสร็จก็ไปกินข้าวกันที่รีสอร์ท
กินเสร็จแล้ว ก็กลับไปที่ต้นเตย แล้ว ก็เตรียมตัวขึ้นทีลอซูกัน
แจก หน้ากากกันฝุ่น กัน คนละอัน
.... เพราะไม่งั้นสำลักฝุ่น กันแย่แน่ ๆ
ก่อนขึ้นทีลอซู เราแวะเที่ยวที่ถ้ำ ตะโค๊ะบิ๊ กันก่อน
เป็นถ้ำ ที่มีหิน งอกหินย้อน เกิด ขึ้นตามธรรมชาติ
แล้วก็ แวะ สวนส้ม เพชร อุ้มผาง กินน้ำส้มคั้นสด ๆ กัน
ผลส้มสีส้มตัดกับฟ้าสีใสแจ๋ว ก็ทำให้เราอดยิ้มไม่ได้
ธรรมชาติ สร้างสรรค์ สิ่งสวยงามมาให้มนุษย์ได้รื่นรมย์จริง ๆ

หินรูปช้างที่ถ้ำตะโค๊ะบิ๊


บัวตองที่ไร่ เพชรอุ้มผาง

ต้นเดิม เลย กี่ปี ก็ถ่ายต้นเนี้ย



ฟ้าใสแหน่วววววววววววววว
หลังจากนั้นก็ตรงดิ่ง ไปทีลอซู
ก่อน เข้าไป ต้องแวะ ไปกรอก รายละเอียด
เพื่อแจ้งว่ากรุ๊ปทัวร์ของเราที่จะเข้าไปมีกี่คนชื่ออะไรบ้างอายุเท่าไหร่
และจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าชมก่อน
คนละ 30 บาท และ รถ คัน ละ 50 บาท
ทางเข้าทีลอซู ในหน้า หนาว นี้
รถ สามารถ เข้าไปถึงที่ทำการอุทยาน บริเวณลานกางเต็นท์ได้เลย
แต่ถ้า มาหน้าฝน ต้องเดิน เท้าเข้ามาหลายกิโลทีเดียว
กว่าจะเข้ามาถึงลานกางเต็นท์ ได้
แต่ความสวยงามที่ได้จากน้ำตกก็ แตกต่างกัน
กว่า เราจะเข้าไปถึงทีลอซู ก็ เกือบจะบ่ายโมงแล้ว
ก็เลย ล้างหน้าล้างตาและทานข้าวเที่ยงที่เต็นท์กันก่อน
กว่าจะกินเสร็จ เวลา ก็ล่วงเลยมาเกือบบ่ายสอง
น้องไกด์ แนะนำ ให้ รีบเข้าไปชมน้ำตก
มีฉะนั้น อาจจะเห็น แต่หัวคน
เพราะช่วงวันหยุด แบบนี้ คนมาเที่ยว ทีลอซูกันน้ำตกจะแตก
สังเกตได้จากบริเวณลานกางเต็นท์ แทบจะไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลย
ระยะทางจาก ลานกางเต็นท์ เดินไปน้ำตก ยาวประมาณ 1กิโล
หลายปีที่แล้วที่เรามา ทางเดินยังเป็นดินแดงอยู่เลย
แต่ตอนนี้ เค้าทำทางปูนแข็ง แรง เข้าไปถึงน้ำตก เลย
(แอบรู้สึก ไม่ดี เหมือนทำร้ายป่า ยังไงไม่รู้)
ระยะ ทาง 1กิโล ใช้เวลาเดิน ประมาณ สิบห้านาที
ถึงแล้ว
ทีลอซู อลังการแห่ง สายน้ำ
น้ำตกทีลอซู ยังสวยเหมือนเดิม
แต่เสียดาย ที่น้ำ อาจจะน้อยไปสักนิดเพราะล่วงเลยเข้าฤดูหนาวมานานแล้ว
คน ประมาณ ล้านแปด แย่ง กันถ่ายรูป บริเวณ จุดชมวิว
เจ้ย เห็น หล่ะ มึนนนนนน - -''
(อาการเกลียดที่ที่คนเยอะ ๆ กำเริบ เกิดอาการวิง ๆ)
หนีคนล้านแปด ขึ้นไป บนน้ำตก ชั้นบน ๆ
ปีน ป่ายๆ เป็นลิงเป็นค่างอยู่คนเดียว
ปีนไปด้วย อีก มือนึงก็ถือ ขาตั้งกล้อง (ซึ่งไม่ได้ใช้เลย) ไปด้วย
น้ำตก ที่ปีนขึ้นไป ถึง มี ประมาณ สามถึงสี่ชั้น


มันคือต้นข้างล่างเนี้ย สงสัย มันเป็นญาติกับมะเฟืองมะไฟ หรือเปล่า ?

อลังการ แห่งสายน้ำ
ฅ
โปรดใช้วิจารณณาณในการชม ... กรุณาเชื่อด้วยว่าเจ้ย ถ่ายน้ำตก
ชั้นนี้แหละ ที่เราประทับใจที่สุด
มอง ไป อารมณ์ ประมาณ อยู่ จิวไจโกว ประมาณนั้นเลย









คนแย่งกันถ่ายน้ำตก จะแตก

มุมกว้างๆ ของน้ำตก
ลูกทัวร์ไม่คบ ก็ต้องถ่ายตัวเองนะ
ดอกบัวผุด
ปีนไป ปีนมา ป้าเริ่มเหนื่อย หล่ะ
ลงไปรอลูกทัวร์อยู่ ตรงจุด ชมวิว
กว่าจะครบ กัน ก็ ปา เข้าไปห้าโมง
พอครบ ก็เดิน กลับเต็นท์ อาบน้ำ อาบท่า
เตรียมตัวกินข้าว เย็น ท่ามกลางสาย หมอก กัน
อาหารเย็น ผ่านไปอย่างเอร็ดอร่อย
ความมืด เริ่มเข้าครอบคลุม
แต่ ละกรุ๊ป ก็มีกิจกรรม แตกต่างกันไป
นั่งคุย ใต้แสงเดียว ตั้งวง เหล้า ตั้งวงไพ่
แล้ว แต่กรุ๊ป ไหนจะศรัทธา


กรุณาแยกให้ออกว่า อันไหน ดาว อันไหน น๊อยซ์ นะ - -''


กรุ๊ปทัวร์ของเราก็นั่งคุย สัพเพเหระ ไปเรื่อย ๆ
มีบางคน แอบไปแจมกับ วงไพ่ข้างๆ ได้เงินมาเยอะเชียว
สามทุ่ม กว่า เสียง เริ่ม เงียบ ๆ ลงเรื่อย
จน สี่ทุ่ม กว่า ๆทุกอย่างก็เกือบจะเงียบสงบ
แล้วในที่สุด เราก็ได้ยิน แต่เสียง ของป่า ....
ตื่นเช้า ท่ามกลาง กลิ่นไอดิน เคล้าไปด้วยสายหมอก
กาแฟอุ่น กับ แคร็กเกอร์ ทำให้อารมณ์ดี ได้ไม่ยาก
ออกมานั่งเขียน โปสการ์ด ท่ามกลางสายหมอก
อากาศ ดี ๆ แบบนี้ อยากจะนั่งอยู่นาน ๆ
แต่ มันเป็นไปไม่ได้ ก็ได้ แต่ เก็บภาพ ดีๆ ไว้ในความรู้สึก
น้องไกด์ท้องถิ่นยก ข้าวเช้ามาเสริฟ
เป็นข้าวต้มเครื่องร้อน ๆ หอยฉุยย
เปิ้ล บอกลูกทัวร์ ให้กินเยอะ ๆ เพราะอีกนาน กว่า เราจะได้กินข้าวเที่ยง
ไหน จะต้อง ผ่าน ทาง สมบุกสมบัน และโค้งอีก พันกว่า โค้ง
กว่าจะถึงน้ำตก พาเจริญ
เป้าหมายที่เราจะไปกิน ข้าวกลางวัน กัน
กินข้าวเสร็จ นั่งรอ เวลารถมารับ
ลูกทัวร์บางคน กลับเข้าไปเที่ยวน้ำตก อีกรอบ
เพราะอยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรและกว่ารถจะมาก็ประมาณสิบโมงกว่าได้
ส่วนเรา ก็นั่งเเฝ้ากองกระเป๋า กองใหญ่อยู่หน้าเต็นท์
พร้อม ๆ กับบันทึก เรื่องราว บางอย่าง
บางอย่างที่มันควรจะอยู่แต่ในสมุดบันทึก
ไม่ควรจะมาอยู่ในใจ เรานานมากไปกว่านี้

ดูสภาพลานการเต็นท์ ดิ เบียดกัน เชียว


กำลังติสท์อยู่
สิบโมงกว่า ลูกทัวร์ กลับมาพร้อมหน้า
แล้ว ก็พอดี กับเวลา ที่รถกระบะ มารับ ลงไปที่รีสอร์ท
แพ็คของกว่าจะได้ออกจริง ๆ ก็ สิบโมงครึ่ง
แอบกระซิบบอกน้องคนขับ ให้ทำเวลาให้หน่อย
น้อง คนขับ ก็ขับ ทำเวลาได้อย่างใจจริง ๆ
ถึง รีสอร์ท เวลา สิบเอ็ดโมงครึ่ง
เข้าไปเคลียร์เงินกับพี่อาร์ม
พร้อมกับให้ลูกทัวร์ ล้างหน้าล้างตา
เสร็จแล้วก็แพ็คของเข้ารถ ตู้เตรียมออก กันทันที
แอบกระซิบพี่คนขับรถตู้ อีกว่า พี่ขับทำเวลาหน่อยนะ
(เพราะหน้าเทศกาลทำให้ ตารางเวลาที่วางไว้รวนหมด เลย)
แล้ว เราก็ถึงน้ำตก พาเจริญ ตอนบ่างสองกว่า ๆ
(ถือว่า ทำเวลาได้ดีมาก ๆ ทีเดียว
แต่ เราก็หลับไม่ลงเหมือนเคย พี่เค้าขับรถได้ลุ้นมาก ๆ)
ถึงน้ำตกพาเจริญ ก็บอกให้ลูกทัวร์ ไปเดินเล่นก่อน
แล้ว เราก็หัวปั่น อยู่กับการสั่ง อาหาร ให้ลูกทัวร์รับประทาน
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็พอดีกับ ที่เราเตรียมเสร็จพอดี
เฮ้อออ เห็นลูกทัวร์กินอย่างมีความสุข ก็โล่งใจ
ส่วนเราก็ชะแว้บ ไปแอบถ่ายน้ำตก พาเจริญ ไว้สักหน่อย
น้ำตก พาเจริญ เป็นน้ำตกหินปูนที่มีชั้นย่อย ๆ เยอะ
จน แล ดู คล้าย น้ำตก ที่มนุษย์สร้าง
แต่จริงๆ ธรรมชาติสร้างสรรค์ทั้งนั้น



เคยบอกไหมว่าไม่ชอบดอกเบญจมาศ ไม่มีเหตุผล มันสวย แต่ไม่ชอบ

โค้งหนึ่งในพันกว่า โค้ง

บ่ายสามได้เวลาออกจากน้ำตกพาเจริญ ไปต่อกันที่ตลาดริมเมย
แอบงงทางกับพี่คนขับ เล็กน้อย
แต่ ก็ ถึง ตลาด ริมเมยได้ในเวลา สี่โมง เกือบครึ่ง
ให้เวลา ลูกทัวร์ และตัวเองเดิน ถึง ห้าโมง


เจ็ดร้อยกว่ารุป ชอบรูปนี้ที่สุด ชอบมาก


สายตาของการร้องขอ และ รอคอย
ห้าโมง เป๊งทุกคนกลับมาพร้อมแล้ว
ก็เตรียมตัว เดินทาง กลับกรุงเทพ
อีกที่ ที่เราจะแวะให้ก็คือ แวะซื้อโมจิ ที่นครสวรรค์
(อันนี้ เป็นคอนเซ็ป มาก ๆ เลยใช่ม่ะ)
เราก็ยังหลับไม่ลงอยู่ดี ตาค้าง จนถึง โมจิที่นครสวรรค์
ถึงร้านโมจิ ตอน สองทุ่มกว่า ๆ
แวะให้ลูกทัวร์ซื้อของฝาก และกินขนมกินข้าวกัน
สองทุ่มครึ่งก็ออกจากร้านโมจิ ตรงดิ่ง กลับกรุงเทพ
ถึงที่นัดหมายที่ปั้ม ปตท เวลา ห้าทุ่ม กว่า ๆ
ส่ง ลูกทัวร์ ขึ้นรถ หมด แล้ว
ก็ได้เวลา ที่ เราก็ต้องกลับบ้าง
โบก แท็กซี่กลับบ้าน เงียบ ๆ คนเดียว
กลับบ้านอาบน้ำ สระผม
กินยาไปหนึ่ง กำ
นอน ทั้ง ๆ ที่ผมยังเปียก อยู่ อย่างนั้น
อยากจะหลับ อย่างเดียว
ไม่ต้องทำอะไรอีกเลยได้ไหม
ปล. เผื่อใครอยากทราบราคา
ราคาทริปนี้ ถ้าไปกับทัวร์ที่เราเป็นสต๊าฟ
ราคา 3600 บาทค่ะ อาหาร แปดมื้อ สามวันสองคืน
คอนเฟิร์มว่า คุ้มมมมมมมมมมม ค่ะ
เพราะ ตอนเราเราไปเที่ยวเอง ลำบากลำบน
ก็ประมาณนี้แหละค่ะ เกือบสามพัน
ฟ้าปรายตะวัน
18 ธ.ค. 2550 เวลา 10:46 น.






